หน้าแรก สินค้า บริการ ช่องทางการชำระเงิน ติดต่อเรา ประวัติ กระดานข่าว เบี้ยประกันภัย รับสมัครงาน
คลิกที่นี่เพื่อดูรูปใหญ่

2 ซอยเอกชัย 83/1 ถนนเอกชัย แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร 10150


 ศูนย์ขยายงาน

  กรุงเทพและปริมณฑล
ต่างจังหวัด

 
 รายการทีวี

  รายการ Smart franchise
รายการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ
รายการชี้ช่องรวย สุดสัปดาห์
รายการแฟรนไชส์สร้างอาชีพ2
SMEs ชี้ช่องรวย
    สินค้า > ประกันวินาศภัย > ประภันภัยเบ็ดเตล็ด > ฯ ล ฯ
 ฯ ล ฯ

การประกันภัยโรคมะเร็ง

ขึ้นชื่อว่า...มะเร็ง... คนส่วนใหญ่ จะนึกถึง...ความตาย...

เพื่อให้คุณได้รับความมั่นใจว่า หากคุณต้องเผชิญด้วยโรคร้ายนี้ เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างคุณ ด้วยการประกันภัย ที่มีผลประโยชน์มากมาย 

ผู้ที่สามารถทำประกันภัยได้

  1.  ผู้ขอเอาประกันภัยหรือคู่สมรสมีอายุตั้งแต่ 10-50 ปี บริบูรณ์ นับตั้งแต่วันเรื่มเอาประกันภัยครั้งแรก
  2.  บุตรตามกฎหมายของผู้ขอเอาประกันภัย ซึ่งยังมิได้สมรสและมีอายุตั้งแต่ 1 ปีถึง 20 ปีบริบูรณ์ หรือไม่เกิน 23 ปีบริบูรณ์ กรณีศึกษา
       อยู่ในระดับมหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษา
  3. ประวัติสุขภาพ
     3.1 ผู้ขอเอาประกันภัย คู่สมรส มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์
        3.1.1 ไม่เป็นหรือมีอาการเกี่ยวเนื่องกับ โรคลมชัก โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือมีความพิการร่างกาย
                  ของอวัยวะส่วนใด
        3.1.2 ไม่เคยป่วยหรือได้รับการรักษาจากแพทย์ด้วยโรคต่อไปนี้ หรือได้รับเชื้อดังต่อไปนี้ โรคไวรัสตับอักเสบ ชนิดB, ชนิด C, โรคปอด
                  อักเสบเรื้อรังที่ยังต้องมีการรักษาต่อเนื่อง,โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังที่ยังต้องรักษาต่อเนื่องโรคตับแข็ง,ตับอักเสบ, ปากมดลูก
                  หรือช่องคลอดอักเสบเรื้อรังที่ยังต้องรักษาต่อเนื่อง,โรคเอดส์หรือมีเลือดบวกต่อไวรัส HIV,โรคมะเร็งทุกชนิดไม่ว่ารักษาหายแล้ว
                  หรือไม่ก็ตาม,ซีสต์ประเภทใดก็ตามที่แพทย์มีการนัดตรวจติดตามทุกๆ 3 หรือ 6 เดือน ไม่ว่าจะผ่าตัดออกแล้วหรือไม่ก็ตาม
                  เนื้องอก,ก้อนเนื้อ,ตุ่มเนื้อที่ได้รับการรักษาให้หายขาดไปแล้วน้อยกว่า 2 ปีก่อนการทำประกันภัย
    3.2 พ่อ แม่ พี่ หรือน้องของผู้เอาประกันภัย คู่สมรสหรือบุตร
        3.2.1 กรณีที่เป็นผู้ชาย ต้องไม่เคยเป็นหรือเสียชีวิตจากการเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งจอตา โรคมะเร็งลำไส้
        3.2.2 กรณีที่ป็นผู้หญิงต้องไม่เคยเป็นหรือเสียชีวิตจากการเป็นโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งมดลูก โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งรังไข่ 
                 โรคมะเร็งจอตาหรือโรคมะเร็งลำไส้
     3.3 ผู้ขอเอาประกันภัย คู่สมรสและบุตร หากมีการสูบบุหรี่ ต้องสูบบุหรี่น้อยกว่า 1 ซอง/วัน/คน

 

การประกันภัยผู้ตรวจสอบอาคาร

    คือ การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมาย ต่อความสูญเสียหรือเสียหายต่อร่างกายและความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่เกิด
จากความบกพร่องในการปฏิบัติงานของผู้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบอาคาร ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ในการปฏิบัติงาน
ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์มาตรฐาน การตรวจสอบตามกฎหมายในฐานะผู้ตรวจสอบ

กรมธรรม์ดังกล่าวจะให้ความคุ้มครอง ดังนี้
ความคุ้มครอง
 (1) ความสูญเสียต่อร่างกาย และ/หรือ ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกโดยอุบัติเหตุขณะที่ผู้เอาประกันภัยทำการตรวจสอบอาคาร
 (2) ความสูญเสียต่อร่างกาย และ/หรือ ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่เกิดขึ้นจากความบกพร่องของ
       ผู้เอาประกันภัยในการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตาม  กฎเกณฑ์มาตรฐานการตรวจสอบตามกฎหมายในฐานะผู้ตรวจสอบอาคาร

ข้อยกเว้นที่สำคัญ
  - การผิดจรรยาบรรณ  
  - ภาระหนี้สินล้นพ้นตัว  
  - เคลมที่เกิดจากเหตุการณ์ก่อนวันเริ่มกรมธรรม์
  - ความเสียหายทางการเงิน  
  - มลภาวะ   
  - สงคราม การก่อการร้าย
  - ค่าปรับต่างๆ   
  - ภัยธรรมชาติ 

 

การประกันความรับผิดตามกฎหมายอันเกิดจากการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3
ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542

      ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดการให้มีการประกันความเสียหายแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากภัยอันเกิด
จากการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ให้ผู้ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 ต้องจัดให้มีการประกัน 
ภัยความเสียหายแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอัคคีภัย หรือการระเบิดอันเกิดจากการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3

การประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 เป็น กิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อน จึงจะประกอบการได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

กลุ่มที่ 1 สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส
  1)  สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท ก, ข
       1.1 ประเภท ก
      ได้แก่  สถานีบริการติดถนนใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ติดเขตทางหลวงถนนสาธารณะ หรือถนนส่วนบุคคล ซึ่งมีขนาดความกว้างตามที่กรมธุรกิจ
                 พลังงานประกาศกำหนด และเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงใต้พื้นดิน
      1.2 ประเภท ข 
      ได้แก่ สถานีบริการติดถนนซอย ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ติดเขตทางหลวงถนนสาธารณะ หรือถนนส่วนบุคคลซึ่งมีขนาดความกว้างตามที่กรมธุรกิจ 
                พลังงานประกาศกำหนด และเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงใต้พื้นดิน
  2)  สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท ค ลักษณะที่สอง
       ได้แก่ ปั๊มถังลอยริมถนนขนาดใหญ่ ที่มีการเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟปานกลาง หรือชนิดไวไฟน้อย มีปริมาณเกิน 10,000 ลิตรขึ้น
                 ไป และเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเหนือพื้นดิน
  3)  สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส ประเภท ก, ข
       ได้แก่ สถานีบริการติดถนนใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ติดเขตทางหลวงถนนสาธารณะ หรือถนนส่วนบุคคล ซึ่งมีขนาดความกว้างตามที่กรมธุรกิจ
                 พลังงานประกาศกำหนด และเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊สไว้ในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊สใต้พื้นดิน
  4)  สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส ประเภท ค ลักษณะที่สอง
       ได้แก่ สถานีบริการติดถนนซอย ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ติดเขตทางหลวงถนนสาธารณะ หรือถนนส่วนบุคคล ซึ่งมีขนาดความกว้างตามที่กรมธุรกิจ
                 พลังงานประกาศกำหนด และเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊สไว้ในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊สใต้พื้นดิน
  5)  สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท ง
        ได้แก่ ปั้มน้ำมันมือหมุน เป็นสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟมาก ชนิดไวไฟปานกลาง หรือชนิดไวไฟน้อยไว้ในถัง
                  น้ำมันเชื้อเพลิง
  6)  สถานที่บริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท จ. (ลักษณะที่ 2) 
       6.1 ได้แก่ สถานีบริการทางน้ำขนาดเล็ก เป็นสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ให้บริการแก่เรือที่มีปริมาณการเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟ
                       ปานกลางหรือชนิดไวไฟน้อยมีปริมาณไม่เกิน 10,000 ลิตร ขึ้นไป และเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเหนือพื้นดิน 
                       หรือ ถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดตั้งภายในโป๊ะเหล็ก
       6.2 ได้แก่ สถานีบริการทางน้ำขนาดใหญ่ เป็นหรือเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟมาก ชนิดไวไฟปานกลาง หรือชนิดไวไฟน้อย ไว้ในถังเก็บ
                        น้ำมันเชื้อเพลิงใต้พื้นดิน
  7)  สถานที่บริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท ฉ 
       ได้แก่ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ให้บริการแก่อากาศยาน 

กลุ่มที่ 2 สถานที่เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิงลักษณะที่ 3
  1)  ลักษณะที่ 1 
       ได้แก่ สถานที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด (ร้านจำหน่ายเชื้อเพลิงรายย่อย) ประกอบด้วย น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟ  
                 มากมีปริมาณไม่เกิน 40 ลิตร หรือชนิดไวไฟปานกลางมีปริมาณไม่เกิน 227 ลิตร หรือชนิดไวไฟน้อย มีปริมาณไม่เกิน 454 ลิตร
  2)  ลักษณะที่ 2
       ได้แก่ สถานที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด (โรงงานขนาดเล็กหรือเพื่อการเกษตร) ประกอบด้วย น้ำมันเชื้อชนิดไวไฟ 
                 มากมีปริมาณเกิน 40 ลิตร แต่ไม่เกิน 454 ลิตร หรือชนิดไวไฟปานกลางมีปริมาณเกิน 227 ลิตร แต่ไม่เกิน1,000 ลิตร หรือชนิดไว 
                 ไฟน้อย มีปริมาณเกิน 454 ลิตร แต่ไม่เกิน 15,000 ลิตร
  3)  ลักษณะที่ 3
       ได้แก่ สถานที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด (โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่) ประกอบด้วย น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไว  
                 ไฟมากมีปริมาณเกิน 454 ลิตรขึ้นไป หรือชนิดไวไฟปานกลางมีปริมาณเกิน 1,000 ลิตรขึ้นไป หรือชนิดไวไฟน้อย มีปริมาณเกิน   
                 15,000 ลิตรขึ้นไป แต่ปริมาณทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 ลิตร

ลักษณะที่ 3 คลังน้ำมันเชื้อเพลิง
        ได้แก่ ที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีปริมาณเกิน 500,000 ลิตรขึ้นไป

*** เบื้องต้น บริษัทประกันภัยพิจารณารับประกันภัยเฉพาะ สถานที่ให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท ก. ข. ค. เท่านั้น ***

ความคุ้มครองสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยจากการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3
ให้ความคุ้มครองบุคคลภายนอก กรณีการเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง รวมถึงความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก อันเกิดจากสาเหตุ
  1. อัคคีภัย
  2. การระเบิดจากการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง
  3. การจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานที่ประกอบการ

ข้อยกเว้น (กรมธรรม์ประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง)
  1. บุคคลในครอบครัว และลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย
  2. ความสูญเสีย หรือเสียหายใดๆ ขณะที่ผู้เอาประกันภัยทำการก่อสร้าง ต่อเติม รื้อถอนอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ
  3. ความสูญเสีย หรือเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากกิจการอื่นซึ่งไม่ใช่กิจการควบคุมประเภทที่ 3ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง 
      ถึงแม้จะอยู่ภายในสถานประกอบการเดียวกัน เช่น สถานีบริการแก๊ส,มินิมาร์ท,ร้านค้าย่อย,ล้างรถ เป็นต้น
  4. ค่าปรับทางแพ่ง ค่าปรับทางอาญา หรือค่าปรับโดยสัญญา
  5. ภัยก่อการร้าย, ภัยสงคราม
  6. การริบ ยึด เกณฑ์ ทำลาย หรือการทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินโดยคำสั่งของรัฐบาล
  7. อาวุธนิวเคลียร์

เอกสารที่ใช้ประกอบการรับรับทำประกันภัย
  1. ใบคำขอเอาประกันภัย
  2. ใบอนุญาตการประกอบกิจการ (จากกรมธุรกิจพลังงาน)
  3. สำเนาหนังสือจดทะเบียนบริษัท

 

การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก

  1. การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก คืออะไร
     การทำประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน เช่น การประกันอัคคีภัยการประกันภัยการเสี่ยงภัยทุกชนิด เมื่อเกิดความสูญเสีย หรือเสียหายเกิดขึ้นกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยแล้ว ผู้เอาประกันภัยจะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เฉพาะตัวทรัพย์สินที่เอาประกันภัย เท่ากับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัย หรือผู้รับประกันภัย อาจชดใช้เป็นเงินสด หรือโดยการซ่อมแซม ให้กลับสู่สภาพเดิม หรือสร้างให้ใหม่ตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย

        เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า หากอัคคีภัยนั้นเกิดขึ้นต่อโรงงานที่ดำเนินการผลิต สินค้าใด ๆ ก็ตามนอกจากจะเกิดความเสียหาย ต่อทรัพย์สินแล้ว จะมีผลทำให้โรงงานนั้นต้องหยุดกิจการเพื่อมีการซ่อมแซมโรงงาน การผลิตก็หยุดชะงักลงในขณะที่ไม่มี การผลิตนั้นมีผลทำให้ยอดรายได้ของ เจ้าของธุรกิจลดลง ตัวอย่างเช่น โรงงานทอผ้าแห่งหนี่ง ทำประกันอัคคีภัยโรงงาน ไว้เต็มตามมูลค่าของทรัพย์สิน ต่อมาเกิดเพลิงไหม้ ทำให้โรงงานเสียหาย 50% บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าเสียหายตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง 50% นั้น และเมื่อพิจารณาต่อไปว่า ขณะที่รอการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและซ่อมแซมโรงงานนั้น การผลิตก็จะหยุดชะงักลงซึ่งเป็นผลเสียหายสืบเนื่องจากเพลิงไหม้ทำให้เกิดผล ที่ตามมาคือ ยอดรายได้ของเจ้าของโรงงานลดลง ค่าใช้จ่ายในส่วนที่ยังคงต้องจ่ายแม้จะไม่มีการผลิต เช่น ค่าเงินเดือน ค่าดอกเบี้ย ค่าเช่า เป็นต้น แต่ค่าใช้จ่ายบางส่วนจะลดลง ได้แก่ ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน เป็นต้น

        ดังนั้น การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก จึงเข้ามามีบทบาทในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเจ้าของธุรกิจ

        โดยหลักการแล้วการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองความสูญเสียในทางการค้า (รายได้ของผู้เอาประกันภัย) เมื่อธุรกิจต้องหยุดชะงักลง อันเป็นผลสืบเนื่องจากความเสียหายที่เกิดต่อทรัพย์สิน ที่เอาประกันภัยไว้และเป็นทรัพย์สิน ที่มีผลต่อการค้าของ ผู้เอาประกันภัย วัตถุประสงค์ของการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักคือ เพื่อทำให้ผู้เอาประกันภัย กลับสู่สถานะทางการเงินดังเดิม เสมือนหนึ่งมิได้มีอัคคีภัยหรือภัยอื่นๆ ที่เอาประกันภัยเกิดขึ้น

    คำว่าธุรกิจหยุดชะงัก มีความหมายครอบคลุมเพียงใด

       คำว่าธุรกิจหยุดชะงัก หมายถึง การที่โรงงาน/กิจการ ต้องหยุดดำเนินการผลิตชั่วคราวเพื่อรอการซ่อมแซม
    หรือสร้างโรงงานใหม่ อันเป็นผลสืบเนื่องจากความเสียหายที่เกิดต่อทรัพย์สิน

  2. การประกันภัยหยุดชะงัก มีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีลัษณะอย่างไร เหมาะกับสภาพความเสี่ยงแบบใด

      การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักมีแบบเดียว แต่มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปได้แก่
    การประกันภัยกำไร (Profit Insurance)
    การประกันภัยรายได้ธุรกิจ (Business Income Coverage)
    การประกันภัยรายได้ (Income Insurance)

    แต่ที่เป็นที่รู้จักและแพร่หลาย มี 3 ชื่อ คือ

    1. การประกันภัยความเสียหายสืบเนื่อง (Conscquentoal Loss Insurance) หมายถึง การประกันภัยความเสียหาย ทางการเงิน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเสียหายทางวัตถุอันเกิดจากภัยที่เอาประกันภัยได้

    2. การประกันภัยการสูญเสียกำไร (Loss of Profit Insurance) เป็นคำที่ใช้ในประเทศอังกฤษ ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption Insurance) เป็นคำที่ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองคำนี้หมายถึงการประกันภัยความเสียหายอันเนื่องมาจาก การหยุดชะงักของธุรกิจจากเหตุการณ์อันไม่อาจ คาดการณ์ล่วงหน้าได้ เช่น เพลิงไหม้โรงงานเครื่องจักร เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรแล้วทำให้เกิดเพลิงไหม้ เป็นต้น

        ดังนั้น ธุรกิจใดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดดังกล่าวข้างต้น จึงควรทำประกันภัยประเภทดังกล่าวนี้

  3. บริษัทประกันภัยใช้ปัจจัยอะไรบ้างในการพิจารณาอัตราเบี้ยประกันภัย และการกำหนดวงเงิน คุ้มครองจะพิจารณาจากปัจจัยอะไรบ้าง

    การกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก มี 2 วิธี คือ

      3.1 โดยวิธีผลรวม เป็นแบบเดิม

          คำนวณจากกำไรสุทธิบวกด้วยภาระผูกพันทางการเงิน ได้แก่ ดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายคงที่หรือค่าใช้จ่ายประจำ (Standing Charges)

      จำนวนเงินเอาประกันภัย =
       กำไรสุทธิ
        + ค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต้องการเอาประกันภัย
        + ภาระผูกพันทางการเงิน

      กำไรสุทธิ หมายถึง รายได้ที่ขาดหายไปเมื่อเกิดการหยุดชะงักของธุรกิจ

        ค่าใช้จ่ายคงที่และภาระผูกพันทางการเงิน เป็นสิ่งที่ผู้เอาประกันภัยยังคงต้องจ่ายแม้จะไม่มีการผลิตก็ตาม ค่าใช้จ่ายคงที่ ได้แก่ เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่า ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าเสื่อมราคา ค่าสอบบัญชี เป็นต้น

      ภาระผูกพันทางการเงิน ได้แก่ ดอกเบี้ยจ่าย เป็นต้น


      3.2 โดยวิธีผลต่าง เป็นแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบัน

      จำนวนเงินเอาประกันภัย = ยอดขาย (ยอดรายได้) - ต้นทุนขาย - ค่าใช้จ่ายผันแปร

      ยอดขายหรือยอดรายได้ หมายถึง เงินที่ผู้เอาประกันภัยได้รับแล้ว หรือมีสิทธิ์จะได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า ตามปกติของการดำเนินธุรกิจของผู้เอาประกันภัย ณ สถานที่ของผู้เอาประกันภัยนั้น

      ต้นทุนขาย คำนวณได้จาก

        สินค้าคงเหลือต้นงวด
      บวก 
      สินค้าที่ซื้อเข้ามาระหว่างงวด
       
      ต้นทุนสินค้าที่มีเพื่อขาย
       หัก
      สินค้าคงเหลือปลายงวด
       
      ต้นทุนขาย

       ค่าใช้จ่ายผันแปร ได้แก่ ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะลดลงหากยอดขายหรือจำนวนสินค้าที่ผลิต

    ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก

       อัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักจะแปรผันตามระยะเวลาของการชดใช้ (Indemnity Period)

       ระยะเวลาของการชดใช้ (Indemnity Period) หมายถึง ระยะเวลาที่ผู้รับประกันภัยผูกพันที่จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ ผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่เกิดความเสียหายจนถึงวันที่ความเสียหายนั้นหมดไป หรือตามวันสิ้นสุดที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์

    อัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับภัยเนื่องจากผลเสียเมื่อกิจการหยุดชะงัก หรือผลเสียหายเนื่องจากผลกำไร
    (Business Interruption or Loss of Profit)

    กำหนดเป็นมาตรฐานในพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย ดังนี้

    ระยะเวลาของการชดใช้
    Indemnity Period

    คำนวณจากอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย
    Perecentage of Fire Rate

    1 เดือน
    2 เดือน
    3 เดือน
    4 เดือน
    5 เดือน
    6 เดือน
    9 เดือน
    12 เดือน
    18 เดือน
    24 เดือน
    40% - 50%
    50% - 60%
    60% - 75%
    65% - 95%
    75% - 100%
    80% - 115%
    90% - 130%
    205% - 150%
    90% - 145%
    80% - 125%

        ตัวอย่างเช่น โรงงานทอผ้าแห่งหนึ่งทำประกันอัคคีภัยทรัพย์สินไว้เต็มมูลค่า จำนวนเงินเอาประกันภัย 100 ล้านบาท ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยประกอบด้วย อาคารโรงงาน เครื่องจักรโกดังวัตถุดิบ ไม่มีส่วนลดอุปกรณ์ดับเพลิง อัตราเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยตามพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยของโรงงานนี้เท่ากับ 0.325% ผู้เอาประกันภัย ได้มีการทำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก โดยมีระยะเวลาของการชดใช้ 5 เดือน ดังนั้น อัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับ การประกันภัยดังกล่าวนี้เท่ากับ 0.325% X (75% - 100%) หรือเท่ากับ 0.24375%-0.325% หรือคิดเป็นเบี้ยประกันภัย 243,750-325,000 บาท

  4. ภัยประเภทใดที่ การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ยกเว้นความคุ้มครอง
    4.1 การประกันภัยไม่คุ้มครอง การสูญเสียที่เกิดจากหรือเกิดขึ้นโดยหรือเป็นผลต่อเนื่องจาก

    การเผาทรัพย์สินโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
    เพลิงใต้ดิน
    การระเบิด เว้นแต่ที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์
    การไหม้ ไม่ว่าโดยอุบัติเหตุหรือโดยการอื่นของป่า พุ่มไม้ ทุ่งหญ้าและการเผาเพื่อปราบพื้นที่
    ความเสียหายของทรัพย์สินที่เกิดจากการบูดเน่า ความร้อนตามธรรมชาติ หรือการระอุ หรือกรรมวิธีใด ๆ ซึ่งใช้ความร้อนหรือการทำให้แห้ง
    การสูญเสียหรือความเสียหายโดยตรงหรือโดยอ้อมที่มีสาเหตุ จากหรือเกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากหรือมีส่วนทำให้เกิดขึ้นโดยวัตถุอาวุธนิวเคลีย์
    การสูญเสียหรือความเสียหายโดยตรงหรือโดยอ้อม ที่มีสาเหตุจากหรือเกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากหรือมีส่วนทำให้เกิดขึ้นโดยการแผ่รังสีของละอองกัมมันตรังสี หรือเปอระเปรื้อนกัมมันตรังสีจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใด ๆ หรือจากกากนิวเคลียร์จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ การเผาไหม้ให้รวมถึงกระบวนการที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองจากการแตกตัวของนิวเคลียร์ด้วย

    4.2 การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองการสูญเสียใด ๆ ที่มีสาเหตุจากความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยหรือเนื่องจาก หรือเป็นผลมาจากทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม จากปรากฏการณ์ต่อไปนี้


    แผ่นดินไหว การประทุของภูเขาไฟหรือการสั่นสะเทือนของธรรมชาติ
    ไต้ฝุ่นเฮอริเคน ทอร์นาโด ไซโคลน หรือการรบกวนอื่น ๆ ทางบรรยากาศ
    สงคราม การรุกราน การกระทำที่มุ่งร้ายของศัตรูต่างประเทศความเป็นปรปักษ์หรือการกระทำที่มุ่งร้ายคล้าย สงคราม(ไม่ว่าจะมีการประกาศสงครามหรือไม่ก็ตาม) สงครามกลางเมือง
    การแข็งข้อ ความไม่สงบ การต่อต้านของทหารหรือประชาชน การกบฏ

      การจราจล การปฏิวัติ การใช้กำลังทางทหารหรือการแย่งชิงอำนาจ ภาวะประกาศกฎอัยการศึกหรือภาวะการเข้าล้อม หรือเหตุการณ์ใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้มีการประกาศหรือคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกหรือภาวะการเข้าล้อม

  5. การประกันภัยประเภทนี้มีหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน อย่างไรบ้าง
    หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน คือ

    เมื่อมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินแล้วกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก จึงจะมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความคุ้มครองที่กำหนด

    ข้อยกเว้นการจ่ายค่าสินไหมทดแทน

    1. ผู้รับประกันภัยทรัพย์สินไม่จ่ายหรือไม่ยอมรับชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพย์สินนั้น
    2. ความเสียหายเกิดขึ้นจากภัยที่เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัย

    ธุรกิจหยุดชะงัก แต่ไม่ได้เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน

  6. ในสภาพเศรษฐกิจตกต่ำเช่นขณะนี้ ท่านคิดว่า “การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักจะช่วยเสริมความมั่นคง
    แก่ธุรกิจมากน้อยเพียงใด ขอคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจการประกันภัยประเภทนี้

        ในสภาพเศรษฐกิจตกต่ำในขณะนี้ สมควรอย่างยิ่งที่เจ้าของธุรกิจหรือกิจการที่มีการผลิตควรจะทำการประกันภัย ธุรกิจหยุดชะงักไว้ ควบคู่กับการประกันภัยทรัพย์สิน เพราะดังได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่าเมื่อเกิดความสูญเสีย
    หรือเสียหายขึ้น เช่น การเกิดอัคคีภัย นอกจากทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจะได้รับการชดใช้แล้ว ขณะที่รอการซ่อมแซมหรือสร้าง โรงงานอาคารใหม่ ผู้เอาประกันภัยก็ยังคงมีรายได้ที่จะประคับประคองธุรกิจต่อไป มีเงินที่จะจ่ายในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่าย ที่ยังคงต้องจ่ายต่อไป เป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้เพราะ ถ้าหากไม่มีการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักดังกล่าวแล้ว เจ้าของธุรกิจหรือกิจการดังกล่าว จะต้องหาเงินมาชดเชย ในส่วนที่ขาดหายไป เช่น รายได้ หรือค่าใช้จ่ายคงที่ที่ยังคงต้องจ่าย ได้แก่ ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าเงินเดือนพนักงาน ค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น ซึ่งแต่ก่อนธุรกิจเหล่านี้สามารถทำการกู้ยืมได้จาก สถาบันการเงินต่าง ๆ แต่ในภาวะปัจจุบันที่ค่าเงินตึงตัว สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อลดลงจึงเป็นการยากที่จะทำการกู้ยืมได้ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจหรือกิจการจึงอาจจะต้องเลิกการผลิต หรือปิดกิจการลง มีผลทำให้เกิดการว่างงานและเป็นผลเสีย ต่อเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก จึงเข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องดังกล่าวได้

       ในต่างประเทศเคยมีการสำรวจพบว่า เจ้าของโรงงานที่มีการทำประกันภัยเฉพาะทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวโดยไม่มี การทำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักนั้น ปรากฏว่ามีเป็นจำนวนมากที่ธุรกิจเหล่านั้นไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้แม้ว่า จะได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัยแล้วก็ตาม

การประกันภัยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ (Product Liability Insurance)

ความสำคัญของ Product Liability Insurance

            การประกันภัยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ (Product Liability Insurance) เป็นการประกันภัยที่มีความสำคัญมากโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากแต่ละปีจะมีผู้ประกอบการที่ถูกฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ คิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ

            แม้ในปัจจุบัน ประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กล่าวถึงความรับผิดฯ ดังกล่าว แต่แนวโน้มคงจะมีการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล

ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ (Demand) ของ Product Liability Insurance ในประเทศไทย

            ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ของ Product Liability ในประเทศไทย มี 3 ประการ คือ
                1. ประชาชนให้ความสำคัญกับ "(มูล)ค่าของชีวิต" มากขึ้น
                2. ประชาชนตระหนักว่าการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสามารถได้รับการชดใช้ และ
                3. กฎหมายและค่านิยมของสังคมให้ความสำคัญกับการมีประกันภัยเพื่อชดใช้ความรับผิดทางกฎหมายมากขึ้น

ผลิตภัณฑ์ (Product) ในที่นี้หมายถึงอะไร

            ผลิตภัณฑ์ (Product) หมายถึง อะไรก็ตาม ที่ถูกผลิต (manufactured) ยกตั้ง (erected) ติดตั้ง (installed) ซ่อมแซม (repaired) ให้บริการ (serviced) ดูแลรักษา (treated) ขาย (sold) หรือกระจายการจำหน่าย (distributed) โดยผู้เอาประกันภัย (รวมถึงหีบห่อของสิ่งเหล่านั้นด้วย) ภายหลังจากที่ละจากสถานประกอบการและไม่อยู่ในการครอบครองหรือควบคุมของผู้เอาประกันภัยแล้ว

            ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ของเล่นเด็ก ชิ้นส่วนของเครื่องบิน เครื่องมือทางการแพทย์ ยา สารเคมี เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และสินค้าที่มีอายุใช้งานนาน และตัวอย่างของผู้ที่มีความเสี่ยงต่อความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า / ส่งออก ผู้ขาย ฯลฯ

Product Liability Insurance ต่างจาก Public Liability Insurance อย่างไร

            Public Liability Insurance เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความรับผิดที่เกิดขึ้นภายใน สถานที่ประกอบการหรือเนื่องจากการดำเนินงานของผู้เอาประกันภัย แต่ Product Liability Insurance เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความรับผิดเนื่องจากตัวผลิตภัณฑ์ หลังจาก ที่ผลิตภัณฑ์ได้ละจากสถานประกอบการไปแล้วและอยู่ภายใต้การควบคุมหรือการใช้ของบุคคลอื่น (ที่มิใช่ผู้เอาประกันภัย)

Product Liability Insurance "ไม่ใช่ "Product Guarantee Insurance

            Product Guarantee Insurance ให้ความคุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการที่ตัวผลิตภัณฑ์ไม่สามารถใช้งานตามหน้าที่ที่ระบุไว้ แต่ Product Liability Insurance ให้ความคุ้มครองความรับผิดที่ผู้เอาประกันภันภัยมีต่อผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ หากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ได้รับบาดเจ็บทางร่างกายหรือเกิดความสูญเสียหรือเสียหายแก่ทรัพย์สินอันเนื่องมาจากตัวผลิตภัณฑ์นั้น

แบบของ Product Liability Insurance

            ปัจจุบันที่ใช้อยู่ทั่วไปมี 2 แบบ แบบแรกเป็นฉบับของ Insurance Service Office, Inc. (ISO) ซึ่งมีภาษาและรูปแบบเป็นมาตรฐาน อีกแบบหนึ่งเรียกว่า Interational Broadform ซึ่งไม่มีภาษาและรูปแบบเป็นมาตรฐาน

ความคุ้มครองของ Product Liability Insurance

            Product Liability Insurance ให้ความคุ้มครองสำหรับการบาดเจ็บทางร่างกาย (Bodily Injury) หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน (Property Damage) ที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยการบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินนั้นต้องเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์และเกิดขึ้นภายในอาณาเขตความคุ้มครองของกรมธรรม์

            การให้ความคุ้มครองของ Product Liability Insurance เขียนได้ 2 ลักษณะ คือ
               1) ให้ความคุ้มครองการบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเอาประกันภัยนั้น (Occurrence Coverage Trigger) แม้การเรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอาจเกิดขึ้นหลังจากที่กรมธรรม์ประกันภัยนั้น ๆ หมดอายุแล้ว
               2) ให้ความคุ้มครองการบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกิดขึ้นครั้งแรกภายในระยะเวลาเอาประกันภัยนั้น (Claim-made Trigger) แม้การบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เป็นสาเหตุของการเรียกร้องดังกล่าวอาจเกิดขึ้นก่อนระยะเวลาเอาประกันภัยนั้น ๆ ก็ตาม

            ในการพิสูจน์ความคุ้มครอง ผู้ที่บาดเจ็บหรือได้รับความเสียหาย (Injured Party) ต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ให้ได้ว่า การบาดเจ็บหรือเสียหายดังกล่าวเกิดจากหรือเป็นผลมาจากความบกพร่องในตัวผลิตภัณฑ์ของผู้เอาประกันภัย (Burden of proof falls on the injred party.)

ข้อยกเว้น (Exclusions)
            ข้อยกเว้นที่สำคัญของ Product Liability Insurance ได้แก่
            1. ความสูญเสียหรือเสียหายที่เกิดแก่ตัวผลิตภัณฑ์ (Physical Damage to The Product)
                 ข้อยกเว้นข้อนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ผู้รับประกันภัยต้องมาชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมแซมหรือจัดหามาทดแทนซึ่งผลิตภัณฑ์ อันเนื่องมาจากการออกแบบหรือการผลิต หรือการทำงานที่ผิดพลาดของผู้เอาประกันภัยเอง

            2. ค่าใช้จ่ายในการเรียกผลิตภัณฑ์นั้นคืน (Recall expenses)
                 หลายครั้งที่ปรากฎในภายหลังว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จำหน่ายออกไปแล้วนั้นมีข้อบกพร่องอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้ ผู้ผลิตมักเรียกผลิตภัณฑ์เหล่านั้นคืนเพื่อแก้ไขหรือซ่อมแซมข้อบกพร่องดังกล่าว โดยการเรียกคืนนั้นอาจกระทำโดยความสมัครใจของผู้ผลิตเอง หรือโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนผลิตภัณฑ์อาจสูงมาก เนื่องจาก Product Liability Insurance ไม่ได้มีความตั้งใจจะให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายชนิดนี้ จึงได้ระบุยกเว้นไว้ชัดเจนในกรมธรรม์

            3. การรับประกันคุณภาพหรือสัญญาณที่ผู้เอาประกันภัยได้ให้ไว้กับผู้บริโภค รวมถึงการที่ผลิตภัณฑ์ไม่สามารถใช้งานได้ถึงระดับหรือในแบบที่ผู้เอาประกันภัยอ้าง

            4. ความเสียหายที่เกิดจากความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ที่ผู้เอาประกันภัยทราบอยู่ก่อนจะมีการเอาประกันภัยขึ้น
                 ข้อยกเว้นนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริตของผู้เอาประกันภัย เพราะหากผู้เอาประกันภัยทราบอยู่ก่อนแล้วว่าผลิตภัณฑ์ที่จะเอาประกันภัยมีข้อบกพร่องที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียหายแก่ผู้บริโภคจึงตัดสินใจทำประกันภัย การบาดเจ็บหรือเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่ถือเป็นอุบัติเหตุ ไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้

จำนวนเงินจำกัดความรับผิด (Limit of Insurance)

            จำนวนเงินจำกัดความรับผิดของ Product Liability Insurance มี 2 จำนวนคือ (1) จำนวนเงินจำกัดความรับผิดต่อครั้ง (Per Occurrence Limit) และ (2) จำนวนเงินจำกัดความรับผิดต่อหนึ่งช่วงระยะเวลาเอาประกันภัย (Aggregate Limit) ซึ่งจะลดลงเท่ากับค่าสินไหมทดแทนที่ได้จ่ายไปแล้วในช่วงระยะเวลาเอาประกันภัยนั้น

            สาเหตุที่ต้องมี Aggregate Limit ก็เนื่องจากผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง อาจมีความบกพร่องเดียวกันในผลิตภัณฑ์หลายชิ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ใช้หลายรายสำหรับความบกพร่องเดียวกัน ดังนั้นผู้รับประกันภัยจึงต้องจำกัดจำนวนความรับผิดรวมต่อหนึ่งช่วงระยะเวลาเอาประกันภัยไว้

การวิเคราะห์ความเสี่ยงภัย (Exposure Analysis)
            การวิเคราะห์ความเสี่ยงภัยในด้านความรับผิดจากผลิตภัณฑ์พิจารณาจาก 4 ด้านสำคัญ ดังนี้
            1) ตัวผลิตภัณฑ์ (Product)
                 คือ วิเคราะห์ว่า ผลิตภัณฑ์นั้นมีรูปร่าง หน้าตา และลักษณะเป็นอย่างไร
            2) การใช้งานของผู้บริโภค (End Use)
                 คือ วิเคราะห์ว่า ผลิตภัณฑ์นั้นมีวัตถุประสงค์ในการใช้อย่างไร มีคุณสมบัติอะไรบ้าง นอกจากใช้ตามวัตถุประสงค์ของผู้ผลิตแล้วยังใช้ทำอย่างอื่นได้อีกหรือไม่ และมีโอกาสที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์มากน้องแค่ไหน ฉลาด คำเตือน วิธีใช้ หรือคู่มือการใช้เป็นอย่างไร ชัดเจนหรือไม่ ถูกต้องตามกฎหมายกำหนดหรือไม่ เป็นต้น
            3) การควบคุมคุณภาพและการผลิต (Controls)
                 คือ วิเคราะห์ขั้นตอนและกระบวนการควบคุมคุณภาพ การทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนการนำไปใช้หรือจำหน่ายและการเก็บข้อมูลการทดสอบของผู้ผลิต
            4) ประสบการณ์หรือสถิติความเสียหายในอดีต (Experience)
                 คือ วิเคราะห์จำนวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในอดีต จำนวนการตรวจพบข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องของผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ของผู้ผลิตในตัวสินค้านั้น

ประโยชน์ของ Product Liability Insurance
            ประโยชน์ทางตรงได้แก่ การที่ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองและการชดใช้ที่สมควร เมื่อได้รับบาดเจ็บหรือประสบความเสียหายอันเนื่องมาจากการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวมากและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราทุกคน

            ประโยชน์ทางอ้อมได้แก่ การที่ผู้ผลิตต้องเพิ่มความใส่ใจและระมัดระวังในทุกขั้นตอนการผลิตสินค้ามากยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่การออกแบบ วัสดุที่จะนำมาใช้ กระบวนการควบคุมคุณภาพ และการทดสอบสินค้าก่อนนำออกจำหน่าย อันจะส่งผลให้ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและคุณภาพดีขึ้น

            ในส่วนของการแข่งขั้นการค้าระหว่างประเทศ การประกันภัยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์จะช่วยให้ผู้บริโภคต่างประเทศมีความมั่นใจในการใช้สินค้าไทยมากขึ้น ลดโอกาสที่จะถูกกีดกันทางการค้าลง ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ดีขึ้นด้วย

2 ซอยเอกชัย 83/1 ถนนเอกชัย แขวงบางบอน เขตบางบอน กรุงเทพมหานคร 10150
หมายเลขโทรศัพท์ 02-867-3888 (อัตโนมัติ 30 คู่สาย) Fax - 02-867-3803-8
E-mail : srikrung@srikrungbroker.co.th และ srikrung2001@hotmail.com