|
การประกันภัยโรคมะเร็ง
ขึ้นชื่อว่า...มะเร็ง... คนส่วนใหญ่ จะนึกถึง...ความตาย...
เพื่อให้คุณได้รับความมั่นใจว่า หากคุณต้องเผชิญด้วยโรคร้ายนี้ เราพร้อมที่จะอยู่เคียงข้างคุณ ด้วยการประกันภัย ที่มีผลประโยชน์มากมาย
ผู้ที่สามารถทำประกันภัยได้
1. ผู้ขอเอาประกันภัยหรือคู่สมรสมีอายุตั้งแต่ 10-50 ปี บริบูรณ์ นับตั้งแต่วันเรื่มเอาประกันภัยครั้งแรก 2. บุตรตามกฎหมายของผู้ขอเอาประกันภัย ซึ่งยังมิได้สมรสและมีอายุตั้งแต่ 1 ปีถึง 20 ปีบริบูรณ์ หรือไม่เกิน 23 ปีบริบูรณ์ กรณีศึกษา อยู่ในระดับมหาวิทยาลัยหรืออุดมศึกษา 3. ประวัติสุขภาพ 3.1 ผู้ขอเอาประกันภัย คู่สมรส มีสุขภาพแข็งแรงสมบูรณ์ 3.1.1 ไม่เป็นหรือมีอาการเกี่ยวเนื่องกับ โรคลมชัก โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวาน หรือมีความพิการร่างกาย ของอวัยวะส่วนใด 3.1.2 ไม่เคยป่วยหรือได้รับการรักษาจากแพทย์ด้วยโรคต่อไปนี้ หรือได้รับเชื้อดังต่อไปนี้ โรคไวรัสตับอักเสบ ชนิดB, ชนิด C, โรคปอด อักเสบเรื้อรังที่ยังต้องมีการรักษาต่อเนื่อง,โรคลำไส้ใหญ่อักเสบเรื้อรังที่ยังต้องรักษาต่อเนื่องโรคตับแข็ง,ตับอักเสบ, ปากมดลูก หรือช่องคลอดอักเสบเรื้อรังที่ยังต้องรักษาต่อเนื่อง,โรคเอดส์หรือมีเลือดบวกต่อไวรัส HIV,โรคมะเร็งทุกชนิดไม่ว่ารักษาหายแล้ว หรือไม่ก็ตาม,ซีสต์ประเภทใดก็ตามที่แพทย์มีการนัดตรวจติดตามทุกๆ 3 หรือ 6 เดือน ไม่ว่าจะผ่าตัดออกแล้วหรือไม่ก็ตาม เนื้องอก,ก้อนเนื้อ,ตุ่มเนื้อที่ได้รับการรักษาให้หายขาดไปแล้วน้อยกว่า 2 ปีก่อนการทำประกันภัย 3.2 พ่อ แม่ พี่ หรือน้องของผู้เอาประกันภัย คู่สมรสหรือบุตร 3.2.1 กรณีที่เป็นผู้ชาย ต้องไม่เคยเป็นหรือเสียชีวิตจากการเป็นโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคมะเร็งจอตา โรคมะเร็งลำไส้ 3.2.2 กรณีที่ป็นผู้หญิงต้องไม่เคยเป็นหรือเสียชีวิตจากการเป็นโรคมะเร็งเต้านม โรคมะเร็งมดลูก โรคมะเร็งปากมดลูก โรคมะเร็งรังไข่ โรคมะเร็งจอตาหรือโรคมะเร็งลำไส้ 3.3 ผู้ขอเอาประกันภัย คู่สมรสและบุตร หากมีการสูบบุหรี่ ต้องสูบบุหรี่น้อยกว่า 1 ซอง/วัน/คน
การประกันภัยผู้ตรวจสอบอาคาร
คือ การประกันภัยความรับผิดตามกฎหมาย ต่อความสูญเสียหรือเสียหายต่อร่างกายและความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่เกิด จากความบกพร่องในการปฏิบัติงานของผู้ขึ้นทะเบียนเป็นผู้ตรวจสอบอาคาร ซึ่งได้รับอนุญาตจากกรมโยธาธิการและผังเมือง ในการปฏิบัติงาน ไม่เป็นไปตามกฎเกณฑ์มาตรฐาน การตรวจสอบตามกฎหมายในฐานะผู้ตรวจสอบ
กรมธรรม์ดังกล่าวจะให้ความคุ้มครอง ดังนี้ ความคุ้มครอง (1) ความสูญเสียต่อร่างกาย และ/หรือ ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกโดยอุบัติเหตุขณะที่ผู้เอาประกันภัยทำการตรวจสอบอาคาร (2) ความสูญเสียต่อร่างกาย และ/หรือ ความเสียหายต่อทรัพย์สินของบุคคลภายนอกที่เกิดขึ้นจากความบกพร่องของ ผู้เอาประกันภัยในการปฏิบัติงานไม่เป็นไปตาม กฎเกณฑ์มาตรฐานการตรวจสอบตามกฎหมายในฐานะผู้ตรวจสอบอาคาร
ข้อยกเว้นที่สำคัญ - การผิดจรรยาบรรณ - ภาระหนี้สินล้นพ้นตัว - เคลมที่เกิดจากเหตุการณ์ก่อนวันเริ่มกรมธรรม์ - ความเสียหายทางการเงิน - มลภาวะ - สงคราม การก่อการร้าย - ค่าปรับต่างๆ - ภัยธรรมชาติ
การประกันความรับผิดตามกฎหมายอันเกิดจากการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542
ตามประกาศกรมธุรกิจพลังงาน เรื่องหลักเกณฑ์และวิธีการในการจัดการให้มีการประกันความเสียหายแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากภัยอันเกิด จากการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ให้ผู้ได้รับอนุญาต ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ.2542 ต้องจัดให้มีการประกัน ภัยความเสียหายแก่ผู้ได้รับความเสียหายจากอัคคีภัย หรือการระเบิดอันเกิดจากการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3
การประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 เป็น กิจการที่ต้องได้รับใบอนุญาตจากผู้อนุญาตก่อน จึงจะประกอบการได้แบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่
กลุ่มที่ 1 สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส 1) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท ก, ข 1.1 ประเภท ก ได้แก่ สถานีบริการติดถนนใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ติดเขตทางหลวงถนนสาธารณะ หรือถนนส่วนบุคคล ซึ่งมีขนาดความกว้างตามที่กรมธุรกิจ พลังงานประกาศกำหนด และเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงใต้พื้นดิน 1.2 ประเภท ข ได้แก่ สถานีบริการติดถนนซอย ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ติดเขตทางหลวงถนนสาธารณะ หรือถนนส่วนบุคคลซึ่งมีขนาดความกว้างตามที่กรมธุรกิจ พลังงานประกาศกำหนด และเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงใต้พื้นดิน 2) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท ค ลักษณะที่สอง ได้แก่ ปั๊มถังลอยริมถนนขนาดใหญ่ ที่มีการเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟปานกลาง หรือชนิดไวไฟน้อย มีปริมาณเกิน 10,000 ลิตรขึ้น ไป และเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเหนือพื้นดิน 3) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส ประเภท ก, ข ได้แก่ สถานีบริการติดถนนใหญ่ ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ติดเขตทางหลวงถนนสาธารณะ หรือถนนส่วนบุคคล ซึ่งมีขนาดความกว้างตามที่กรมธุรกิจ พลังงานประกาศกำหนด และเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊สไว้ในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊สใต้พื้นดิน 4) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊ส ประเภท ค ลักษณะที่สอง ได้แก่ สถานีบริการติดถนนซอย ตั้งอยู่ในพื้นที่ที่ติดเขตทางหลวงถนนสาธารณะ หรือถนนส่วนบุคคล ซึ่งมีขนาดความกว้างตามที่กรมธุรกิจ พลังงานประกาศกำหนด และเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊สไว้ในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงและแก๊สใต้พื้นดิน 5) สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท ง ได้แก่ ปั้มน้ำมันมือหมุน เป็นสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟมาก ชนิดไวไฟปานกลาง หรือชนิดไวไฟน้อยไว้ในถัง น้ำมันเชื้อเพลิง 6) สถานที่บริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท จ. (ลักษณะที่ 2) 6.1 ได้แก่ สถานีบริการทางน้ำขนาดเล็ก เป็นสถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ให้บริการแก่เรือที่มีปริมาณการเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟ ปานกลางหรือชนิดไวไฟน้อยมีปริมาณไม่เกิน 10,000 ลิตร ขึ้นไป และเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงไว้ในถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงเหนือพื้นดิน หรือ ถังเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงที่ติดตั้งภายในโป๊ะเหล็ก 6.2 ได้แก่ สถานีบริการทางน้ำขนาดใหญ่ เป็นหรือเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟมาก ชนิดไวไฟปานกลาง หรือชนิดไวไฟน้อย ไว้ในถังเก็บ น้ำมันเชื้อเพลิงใต้พื้นดิน 7) สถานที่บริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท ฉ ได้แก่ สถานีบริการน้ำมันเชื้อเพลิงที่ให้บริการแก่อากาศยาน
กลุ่มที่ 2 สถานที่เก็บรักษาน้ำมันเชื้อเพลิงลักษณะที่ 3 1) ลักษณะที่ 1 ได้แก่ สถานที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด (ร้านจำหน่ายเชื้อเพลิงรายย่อย) ประกอบด้วย น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไวไฟ มากมีปริมาณไม่เกิน 40 ลิตร หรือชนิดไวไฟปานกลางมีปริมาณไม่เกิน 227 ลิตร หรือชนิดไวไฟน้อย มีปริมาณไม่เกิน 454 ลิตร 2) ลักษณะที่ 2 ได้แก่ สถานที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด (โรงงานขนาดเล็กหรือเพื่อการเกษตร) ประกอบด้วย น้ำมันเชื้อชนิดไวไฟ มากมีปริมาณเกิน 40 ลิตร แต่ไม่เกิน 454 ลิตร หรือชนิดไวไฟปานกลางมีปริมาณเกิน 227 ลิตร แต่ไม่เกิน1,000 ลิตร หรือชนิดไว ไฟน้อย มีปริมาณเกิน 454 ลิตร แต่ไม่เกิน 15,000 ลิตร 3) ลักษณะที่ 3 ได้แก่ สถานที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงชนิดใดชนิดหนึ่งหรือหลายชนิด (โรงงานอุตสาหกรรมขนาดใหญ่) ประกอบด้วย น้ำมันเชื้อเพลิงชนิดไว ไฟมากมีปริมาณเกิน 454 ลิตรขึ้นไป หรือชนิดไวไฟปานกลางมีปริมาณเกิน 1,000 ลิตรขึ้นไป หรือชนิดไวไฟน้อย มีปริมาณเกิน 15,000 ลิตรขึ้นไป แต่ปริมาณทั้งหมดต้องไม่เกิน 500,000 ลิตร
ลักษณะที่ 3 คลังน้ำมันเชื้อเพลิง ได้แก่ ที่เก็บน้ำมันเชื้อเพลิงที่มีปริมาณเกิน 500,000 ลิตรขึ้นไป
*** เบื้องต้น บริษัทประกันภัยพิจารณารับประกันภัยเฉพาะ สถานที่ให้บริการน้ำมันเชื้อเพลิง ประเภท ก. ข. ค. เท่านั้น ***
ความคุ้มครองสำหรับกรมธรรม์ประกันภัยจากการประกอบกิจการควบคุมประเภทที่ 3 ให้ความคุ้มครองบุคคลภายนอก กรณีการเสียชีวิต ทุพพลภาพถาวรสิ้นเชิง รวมถึงความเสียหายต่อทรัพย์สินบุคคลภายนอก อันเกิดจากสาเหตุ 1. อัคคีภัย 2. การระเบิดจากการประกอบกิจการน้ำมันเชื้อเพลิง 3. การจัดเก็บน้ำมันเชื้อเพลิงในสถานที่ประกอบการ
ข้อยกเว้น (กรมธรรม์ประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง) 1. บุคคลในครอบครัว และลูกจ้างของผู้เอาประกันภัย 2. ความสูญเสีย หรือเสียหายใดๆ ขณะที่ผู้เอาประกันภัยทำการก่อสร้าง ต่อเติม รื้อถอนอาคาร หรือสิ่งปลูกสร้างใดๆ 3. ความสูญเสีย หรือเสียหายใดๆ ที่เกิดขึ้นจากกิจการอื่นซึ่งไม่ใช่กิจการควบคุมประเภทที่ 3ตามพระราชบัญญัติควบคุมน้ำมันเชื้อเพลิง ถึงแม้จะอยู่ภายในสถานประกอบการเดียวกัน เช่น สถานีบริการแก๊ส,มินิมาร์ท,ร้านค้าย่อย,ล้างรถ เป็นต้น 4. ค่าปรับทางแพ่ง ค่าปรับทางอาญา หรือค่าปรับโดยสัญญา 5. ภัยก่อการร้าย, ภัยสงคราม 6. การริบ ยึด เกณฑ์ ทำลาย หรือการทำความเสียหายแก่ทรัพย์สินโดยคำสั่งของรัฐบาล 7. อาวุธนิวเคลียร์
เอกสารที่ใช้ประกอบการรับรับทำประกันภัย 1. ใบคำขอเอาประกันภัย 2. ใบอนุญาตการประกอบกิจการ (จากกรมธุรกิจพลังงาน) 3. สำเนาหนังสือจดทะเบียนบริษัท
- การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก คืออะไร
การทำประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน เช่น การประกันอัคคีภัยการประกันภัยการเสี่ยงภัยทุกชนิด เมื่อเกิดความสูญเสีย หรือเสียหายเกิดขึ้นกับทรัพย์สินที่เอาประกันภัยแล้ว ผู้เอาประกันภัยจะได้รับชดใช้ค่าสินไหมทดแทน เฉพาะตัวทรัพย์สินที่เอาประกันภัย เท่ากับมูลค่าความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง แต่ไม่เกินจำนวนเงินเอาประกันภัย หรือผู้รับประกันภัย อาจชดใช้เป็นเงินสด หรือโดยการซ่อมแซม ให้กลับสู่สภาพเดิม หรือสร้างให้ใหม่ตามข้อตกลงในกรมธรรม์ประกันอัคคีภัย
เป็นที่ทราบกันดีแล้วว่า หากอัคคีภัยนั้นเกิดขึ้นต่อโรงงานที่ดำเนินการผลิต สินค้าใด ๆ ก็ตามนอกจากจะเกิดความเสียหาย ต่อทรัพย์สินแล้ว จะมีผลทำให้โรงงานนั้นต้องหยุดกิจการเพื่อมีการซ่อมแซมโรงงาน การผลิตก็หยุดชะงักลงในขณะที่ไม่มี การผลิตนั้นมีผลทำให้ยอดรายได้ของ เจ้าของธุรกิจลดลง ตัวอย่างเช่น โรงงานทอผ้าแห่งหนี่ง ทำประกันอัคคีภัยโรงงาน ไว้เต็มตามมูลค่าของทรัพย์สิน ต่อมาเกิดเพลิงไหม้ ทำให้โรงงานเสียหาย 50% บริษัทประกันภัยจะชดใช้ค่าเสียหายตาม ความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง 50% นั้น และเมื่อพิจารณาต่อไปว่า ขณะที่รอการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนและซ่อมแซมโรงงานนั้น การผลิตก็จะหยุดชะงักลงซึ่งเป็นผลเสียหายสืบเนื่องจากเพลิงไหม้ทำให้เกิดผล ที่ตามมาคือ ยอดรายได้ของเจ้าของโรงงานลดลง ค่าใช้จ่ายในส่วนที่ยังคงต้องจ่ายแม้จะไม่มีการผลิต เช่น ค่าเงินเดือน ค่าดอกเบี้ย ค่าเช่า เป็นต้น แต่ค่าใช้จ่ายบางส่วนจะลดลง ได้แก่ ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน เป็นต้น
ดังนั้น การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก จึงเข้ามามีบทบาทในการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเจ้าของธุรกิจ
โดยหลักการแล้วการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก เป็นการประกันภัยที่คุ้มครองความสูญเสียในทางการค้า (รายได้ของผู้เอาประกันภัย) เมื่อธุรกิจต้องหยุดชะงักลง อันเป็นผลสืบเนื่องจากความเสียหายที่เกิดต่อทรัพย์สิน ที่เอาประกันภัยไว้และเป็นทรัพย์สิน ที่มีผลต่อการค้าของ ผู้เอาประกันภัย วัตถุประสงค์ของการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักคือ เพื่อทำให้ผู้เอาประกันภัย กลับสู่สถานะทางการเงินดังเดิม เสมือนหนึ่งมิได้มีอัคคีภัยหรือภัยอื่นๆ ที่เอาประกันภัยเกิดขึ้น
คำว่าธุรกิจหยุดชะงัก มีความหมายครอบคลุมเพียงใด
คำว่าธุรกิจหยุดชะงัก หมายถึง การที่โรงงาน/กิจการ ต้องหยุดดำเนินการผลิตชั่วคราวเพื่อรอการซ่อมแซม หรือสร้างโรงงานใหม่ อันเป็นผลสืบเนื่องจากความเสียหายที่เกิดต่อทรัพย์สิน
-
การประกันภัยหยุดชะงัก มีกี่ประเภท แต่ละประเภทมีลัษณะอย่างไร เหมาะกับสภาพความเสี่ยงแบบใด
การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักมีแบบเดียว แต่มีชื่อเรียกแตกต่างกันออกไปได้แก่
การประกันภัยกำไร (Profit Insurance)
การประกันภัยรายได้ธุรกิจ (Business Income Coverage)
การประกันภัยรายได้ (Income Insurance)
แต่ที่เป็นที่รู้จักและแพร่หลาย มี 3 ชื่อ คือ
- การประกันภัยความเสียหายสืบเนื่อง (Conscquentoal Loss Insurance) หมายถึง การประกันภัยความเสียหาย ทางการเงิน ซึ่งเป็นผลสืบเนื่องจากความเสียหายทางวัตถุอันเกิดจากภัยที่เอาประกันภัยได้
- การประกันภัยการสูญเสียกำไร (Loss of Profit Insurance) เป็นคำที่ใช้ในประเทศอังกฤษ ซึ่งมีความหมายเหมือนกับ การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก (Business Interruption Insurance) เป็นคำที่ใช้ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่งทั้งสองคำนี้หมายถึงการประกันภัยความเสียหายอันเนื่องมาจาก การหยุดชะงักของธุรกิจจากเหตุการณ์อันไม่อาจ คาดการณ์ล่วงหน้าได้ เช่น เพลิงไหม้โรงงานเครื่องจักร เกิดกระแสไฟฟ้าลัดวงจรแล้วทำให้เกิดเพลิงไหม้ เป็นต้น
ดังนั้น ธุรกิจใดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิดดังกล่าวข้างต้น จึงควรทำประกันภัยประเภทดังกล่าวนี้
- บริษัทประกันภัยใช้ปัจจัยอะไรบ้างในการพิจารณาอัตราเบี้ยประกันภัย และการกำหนดวงเงิน คุ้มครองจะพิจารณาจากปัจจัยอะไรบ้าง
การกำหนดจำนวนเงินเอาประกันภัยสำหรับการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก มี 2 วิธี คือ
3.1 โดยวิธีผลรวม เป็นแบบเดิม
คำนวณจากกำไรสุทธิบวกด้วยภาระผูกพันทางการเงิน ได้แก่ ดอกเบี้ยจ่ายและค่าใช้จ่ายคงที่หรือค่าใช้จ่ายประจำ (Standing Charges)
|
จำนวนเงินเอาประกันภัย = |
กำไรสุทธิ |
| |
+ ค่าใช้จ่ายคงที่ที่ต้องการเอาประกันภัย |
| |
+ ภาระผูกพันทางการเงิน |
กำไรสุทธิ หมายถึง รายได้ที่ขาดหายไปเมื่อเกิดการหยุดชะงักของธุรกิจ
ค่าใช้จ่ายคงที่และภาระผูกพันทางการเงิน เป็นสิ่งที่ผู้เอาประกันภัยยังคงต้องจ่ายแม้จะไม่มีการผลิตก็ตาม ค่าใช้จ่ายคงที่ ได้แก่ เงินเดือนพนักงาน ค่าเช่า ค่าเบี้ยประกันภัย ค่าเสื่อมราคา ค่าสอบบัญชี เป็นต้น
ภาระผูกพันทางการเงิน ได้แก่ ดอกเบี้ยจ่าย เป็นต้น 3.2 โดยวิธีผลต่าง เป็นแบบที่นิยมใช้ในปัจจุบัน
| จำนวนเงินเอาประกันภัย = ยอดขาย (ยอดรายได้) - ต้นทุนขาย - ค่าใช้จ่ายผันแปร |
ยอดขายหรือยอดรายได้ หมายถึง เงินที่ผู้เอาประกันภัยได้รับแล้ว หรือมีสิทธิ์จะได้รับจากการขายสินค้าหรือบริการให้กับลูกค้า ตามปกติของการดำเนินธุรกิจของผู้เอาประกันภัย ณ สถานที่ของผู้เอาประกันภัยนั้น
ต้นทุนขาย คำนวณได้จาก
| |
สินค้าคงเหลือต้นงวด |
|
บวก |
สินค้าที่ซื้อเข้ามาระหว่างงวด |
|
|
ต้นทุนสินค้าที่มีเพื่อขาย |
|
หัก |
สินค้าคงเหลือปลายงวด |
|
|
ต้นทุนขาย |
ค่าใช้จ่ายผันแปร ได้แก่ ค่าวัตถุดิบ ค่าแรงงาน ค่าใช้จ่ายเหล่านี้จะลดลงหากยอดขายหรือจำนวนสินค้าที่ผลิต
ปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาอัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก
อัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักจะแปรผันตามระยะเวลาของการชดใช้ (Indemnity Period)
ระยะเวลาของการชดใช้ (Indemnity Period) หมายถึง ระยะเวลาที่ผู้รับประกันภัยผูกพันที่จะจ่ายค่าสินไหมทดแทนให้ ผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ซึ่งเริ่มตั้งแต่วันที่เกิดความเสียหายจนถึงวันที่ความเสียหายนั้นหมดไป หรือตามวันสิ้นสุดที่กำหนดไว้ในกรมธรรม์
อัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับภัยเนื่องจากผลเสียเมื่อกิจการหยุดชะงัก หรือผลเสียหายเนื่องจากผลกำไร (Business Interruption or Loss of Profit)
กำหนดเป็นมาตรฐานในพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย ดังนี้
|
ระยะเวลาของการชดใช้ Indemnity Period
|
คำนวณจากอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัย Perecentage of Fire Rate |
|
1 เดือน 2 เดือน 3 เดือน 4 เดือน 5 เดือน 6 เดือน 9 เดือน 12 เดือน 18 เดือน 24 เดือน |
40% - 50% 50% - 60% 60% - 75% 65% - 95% 75% - 100% 80% - 115% 90% - 130% 205% - 150% 90% - 145% 80% - 125% |
ตัวอย่างเช่น โรงงานทอผ้าแห่งหนึ่งทำประกันอัคคีภัยทรัพย์สินไว้เต็มมูลค่า จำนวนเงินเอาประกันภัย 100 ล้านบาท ทรัพย์สินที่เอาประกันภัยประกอบด้วย อาคารโรงงาน เครื่องจักรโกดังวัตถุดิบ ไม่มีส่วนลดอุปกรณ์ดับเพลิง อัตราเบี้ยประกันภัยเฉลี่ยตามพิกัดอัตราเบี้ยประกันอัคคีภัยของโรงงานนี้เท่ากับ 0.325% ผู้เอาประกันภัย ได้มีการทำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก โดยมีระยะเวลาของการชดใช้ 5 เดือน ดังนั้น อัตราเบี้ยประกันภัยสำหรับ การประกันภัยดังกล่าวนี้เท่ากับ 0.325% X (75% - 100%) หรือเท่ากับ 0.24375%-0.325% หรือคิดเป็นเบี้ยประกันภัย 243,750-325,000 บาท
-
ภัยประเภทใดที่ การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก ยกเว้นความคุ้มครอง 4.1 การประกันภัยไม่คุ้มครอง การสูญเสียที่เกิดจากหรือเกิดขึ้นโดยหรือเป็นผลต่อเนื่องจาก
การเผาทรัพย์สินโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง
เพลิงใต้ดิน
การระเบิด เว้นแต่ที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์
การไหม้ ไม่ว่าโดยอุบัติเหตุหรือโดยการอื่นของป่า พุ่มไม้ ทุ่งหญ้าและการเผาเพื่อปราบพื้นที่ ความเสียหายของทรัพย์สินที่เกิดจากการบูดเน่า ความร้อนตามธรรมชาติ หรือการระอุ หรือกรรมวิธีใด ๆ ซึ่งใช้ความร้อนหรือการทำให้แห้ง
การสูญเสียหรือความเสียหายโดยตรงหรือโดยอ้อมที่มีสาเหตุ จากหรือเกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากหรือมีส่วนทำให้เกิดขึ้นโดยวัตถุอาวุธนิวเคลีย์
การสูญเสียหรือความเสียหายโดยตรงหรือโดยอ้อม ที่มีสาเหตุจากหรือเกิดขึ้นจากหรือเป็นผลเนื่องมาจากหรือมีส่วนทำให้เกิดขึ้นโดยการแผ่รังสีของละอองกัมมันตรังสี หรือเปอระเปรื้อนกัมมันตรังสีจากเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ใด ๆ หรือจากกากนิวเคลียร์จากการเผาไหม้ของเชื้อเพลิงนิวเคลียร์ การเผาไหม้ให้รวมถึงกระบวนการที่เกิดขึ้นด้วยตัวเองจากการแตกตัวของนิวเคลียร์ด้วย
4.2 การประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองการสูญเสียใด ๆ ที่มีสาเหตุจากความเสียหายที่เกิดขึ้นโดยหรือเนื่องจาก หรือเป็นผลมาจากทั้งโดยตรงหรือโดยอ้อม จากปรากฏการณ์ต่อไปนี้
แผ่นดินไหว การประทุของภูเขาไฟหรือการสั่นสะเทือนของธรรมชาติ
ไต้ฝุ่นเฮอริเคน ทอร์นาโด ไซโคลน หรือการรบกวนอื่น ๆ ทางบรรยากาศ
สงคราม การรุกราน การกระทำที่มุ่งร้ายของศัตรูต่างประเทศความเป็นปรปักษ์หรือการกระทำที่มุ่งร้ายคล้าย สงคราม(ไม่ว่าจะมีการประกาศสงครามหรือไม่ก็ตาม) สงครามกลางเมือง
การแข็งข้อ ความไม่สงบ การต่อต้านของทหารหรือประชาชน การกบฏ
การจราจล การปฏิวัติ การใช้กำลังทางทหารหรือการแย่งชิงอำนาจ ภาวะประกาศกฎอัยการศึกหรือภาวะการเข้าล้อม หรือเหตุการณ์ใด ๆ ซึ่งเป็นเหตุให้มีการประกาศหรือคงไว้ซึ่งกฎอัยการศึกหรือภาวะการเข้าล้อม
- การประกันภัยประเภทนี้มีหลักเกณฑ์และข้อยกเว้นในการจ่ายค่าสินไหมทดแทน อย่างไรบ้าง
หลักเกณฑ์การจ่ายค่าสินไหมทดแทน คือ
เมื่อมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามกรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินแล้วกรมธรรม์ประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก จึงจะมีการจ่ายค่าสินไหมทดแทนตามความคุ้มครองที่กำหนด
ข้อยกเว้นการจ่ายค่าสินไหมทดแทน
- ผู้รับประกันภัยทรัพย์สินไม่จ่ายหรือไม่ยอมรับชดใช้ค่าเสียหายที่เกิดขึ้นต่อทรัพย์สินนั้น
- ความเสียหายเกิดขึ้นจากภัยที่เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัย
ธุรกิจหยุดชะงัก แต่ไม่ได้เอาประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สิน
- ในสภาพเศรษฐกิจตกต่ำเช่นขณะนี้ ท่านคิดว่า การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักจะช่วยเสริมความมั่นคง
แก่ธุรกิจมากน้อยเพียงใด ขอคำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการที่สนใจการประกันภัยประเภทนี้
ในสภาพเศรษฐกิจตกต่ำในขณะนี้ สมควรอย่างยิ่งที่เจ้าของธุรกิจหรือกิจการที่มีการผลิตควรจะทำการประกันภัย ธุรกิจหยุดชะงักไว้ ควบคู่กับการประกันภัยทรัพย์สิน เพราะดังได้กล่าวไว้ข้างต้นแล้วว่าเมื่อเกิดความสูญเสีย หรือเสียหายขึ้น เช่น การเกิดอัคคีภัย นอกจากทรัพย์สินที่ได้รับความเสียหายจะได้รับการชดใช้แล้ว ขณะที่รอการซ่อมแซมหรือสร้าง โรงงานอาคารใหม่ ผู้เอาประกันภัยก็ยังคงมีรายได้ที่จะประคับประคองธุรกิจต่อไป มีเงินที่จะจ่ายในส่วนที่เป็นค่าใช้จ่าย ที่ยังคงต้องจ่ายต่อไป เป็นการช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้เพราะ ถ้าหากไม่มีการประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักดังกล่าวแล้ว เจ้าของธุรกิจหรือกิจการดังกล่าว จะต้องหาเงินมาชดเชย ในส่วนที่ขาดหายไป เช่น รายได้ หรือค่าใช้จ่ายคงที่ที่ยังคงต้องจ่าย ได้แก่ ดอกเบี้ยเงินกู้ ค่าเงินเดือนพนักงาน ค่าสาธารณูปโภค เป็นต้น ซึ่งแต่ก่อนธุรกิจเหล่านี้สามารถทำการกู้ยืมได้จาก สถาบันการเงินต่าง ๆ แต่ในภาวะปัจจุบันที่ค่าเงินตึงตัว สถาบันการเงินปล่อยสินเชื่อลดลงจึงเป็นการยากที่จะทำการกู้ยืมได้ ดังนั้น เจ้าของธุรกิจหรือกิจการจึงอาจจะต้องเลิกการผลิต หรือปิดกิจการลง มีผลทำให้เกิดการว่างงานและเป็นผลเสีย ต่อเศรษฐกิจโดยรวม ดังนั้น การประกันภัยธุรกิจหยุดชะงัก จึงเข้ามาช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องดังกล่าวได้
ในต่างประเทศเคยมีการสำรวจพบว่า เจ้าของโรงงานที่มีการทำประกันภัยเฉพาะทรัพย์สินเพียงอย่างเดียวโดยไม่มี การทำประกันภัยธุรกิจหยุดชะงักนั้น ปรากฏว่ามีเป็นจำนวนมากที่ธุรกิจเหล่านั้นไม่สามารถดำเนินกิจการต่อไปได้แม้ว่า จะได้รับการชดใช้จากบริษัทประกันภัยภายใต้กรมธรรม์ประกันภัยทรัพย์สินเต็มตามจำนวนเงินเอาประกันภัยแล้วก็ตาม
| การประกันภัยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ (Product Liability Insurance) |
ความสำคัญของ Product Liability Insurance
การประกันภัยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ (Product Liability Insurance) เป็นการประกันภัยที่มีความสำคัญมากโดยเฉพาะในประเทศพัฒนาแล้ว เนื่องจากแต่ละปีจะมีผู้ประกอบการที่ถูกฟ้องให้ชดใช้ค่าเสียหายอันเนื่องมาจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ คิดเป็นมูลค่าหลายร้อยล้านเหรียญสหรัฐฯ
แม้ในปัจจุบัน ประเทศไทยจะยังไม่มีกฎหมายเฉพาะที่กล่าวถึงความรับผิดฯ ดังกล่าว แต่แนวโน้มคงจะมีการให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากขึ้น เพื่อให้การคุ้มครองผู้บริโภคมีมาตรฐานเทียบเท่าสากล
ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ (Demand) ของ Product Liability Insurance ในประเทศไทย
ปัจจัยที่มีผลต่ออุปสงค์ของ Product Liability ในประเทศไทย มี 3 ประการ คือ 1. ประชาชนให้ความสำคัญกับ "(มูล)ค่าของชีวิต" มากขึ้น 2. ประชาชนตระหนักว่าการเสียชีวิตหรือบาดเจ็บสามารถได้รับการชดใช้ และ 3. กฎหมายและค่านิยมของสังคมให้ความสำคัญกับการมีประกันภัยเพื่อชดใช้ความรับผิดทางกฎหมายมากขึ้น
ผลิตภัณฑ์ (Product) ในที่นี้หมายถึงอะไร
ผลิตภัณฑ์ (Product) หมายถึง อะไรก็ตาม ที่ถูกผลิต (manufactured) ยกตั้ง (erected) ติดตั้ง (installed) ซ่อมแซม (repaired) ให้บริการ (serviced) ดูแลรักษา (treated) ขาย (sold) หรือกระจายการจำหน่าย (distributed) โดยผู้เอาประกันภัย (รวมถึงหีบห่อของสิ่งเหล่านั้นด้วย) ภายหลังจากที่ละจากสถานประกอบการและไม่อยู่ในการครอบครองหรือควบคุมของผู้เอาประกันภัยแล้ว
ตัวอย่างของผลิตภัณฑ์ที่มีความเสี่ยงสูง ได้แก่ ของเล่นเด็ก ชิ้นส่วนของเครื่องบิน เครื่องมือทางการแพทย์ ยา สารเคมี เฟอร์นิเจอร์ ยานยนต์และชิ้นส่วน และสินค้าที่มีอายุใช้งานนาน และตัวอย่างของผู้ที่มีความเสี่ยงต่อความรับผิดจากผลิตภัณฑ์ ได้แก่ ผู้ผลิต ผู้นำเข้า / ส่งออก ผู้ขาย ฯลฯ
Product Liability Insurance ต่างจาก Public Liability Insurance อย่างไร
Public Liability Insurance เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความรับผิดที่เกิดขึ้นภายใน สถานที่ประกอบการหรือเนื่องจากการดำเนินงานของผู้เอาประกันภัย แต่ Product Liability Insurance เป็นการประกันภัยที่ให้ความคุ้มครองความรับผิดเนื่องจากตัวผลิตภัณฑ์ หลังจาก ที่ผลิตภัณฑ์ได้ละจากสถานประกอบการไปแล้วและอยู่ภายใต้การควบคุมหรือการใช้ของบุคคลอื่น (ที่มิใช่ผู้เอาประกันภัย)
Product Liability Insurance "ไม่ใช่ "Product Guarantee Insurance
Product Guarantee Insurance ให้ความคุ้มครองความรับผิดอันเกิดจากการที่ตัวผลิตภัณฑ์ไม่สามารถใช้งานตามหน้าที่ที่ระบุไว้ แต่ Product Liability Insurance ให้ความคุ้มครองความรับผิดที่ผู้เอาประกันภันภัยมีต่อผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ หากผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ได้รับบาดเจ็บทางร่างกายหรือเกิดความสูญเสียหรือเสียหายแก่ทรัพย์สินอันเนื่องมาจากตัวผลิตภัณฑ์นั้น
แบบของ Product Liability Insurance
ปัจจุบันที่ใช้อยู่ทั่วไปมี 2 แบบ แบบแรกเป็นฉบับของ Insurance Service Office, Inc. (ISO) ซึ่งมีภาษาและรูปแบบเป็นมาตรฐาน อีกแบบหนึ่งเรียกว่า Interational Broadform ซึ่งไม่มีภาษาและรูปแบบเป็นมาตรฐาน
ความคุ้มครองของ Product Liability Insurance
Product Liability Insurance ให้ความคุ้มครองสำหรับการบาดเจ็บทางร่างกาย (Bodily Injury) หรือความเสียหายต่อทรัพย์สิน (Property Damage) ที่ผู้เอาประกันภัยต้องรับผิดตามกฎหมาย โดยการบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินนั้นต้องเป็นอุบัติเหตุที่เกิดจากภัยที่ได้รับความคุ้มครองตามกรมธรรม์และเกิดขึ้นภายในอาณาเขตความคุ้มครองของกรมธรรม์
การให้ความคุ้มครองของ Product Liability Insurance เขียนได้ 2 ลักษณะ คือ 1) ให้ความคุ้มครองการบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาเอาประกันภัยนั้น (Occurrence Coverage Trigger) แม้การเรียกร้องให้ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนอาจเกิดขึ้นหลังจากที่กรมธรรม์ประกันภัยนั้น ๆ หมดอายุแล้ว 2) ให้ความคุ้มครองการบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเกิดขึ้นครั้งแรกภายในระยะเวลาเอาประกันภัยนั้น (Claim-made Trigger) แม้การบาดเจ็บทางร่างกายหรือความเสียหายต่อทรัพย์สินที่เป็นสาเหตุของการเรียกร้องดังกล่าวอาจเกิดขึ้นก่อนระยะเวลาเอาประกันภัยนั้น ๆ ก็ตาม
ในการพิสูจน์ความคุ้มครอง ผู้ที่บาดเจ็บหรือได้รับความเสียหาย (Injured Party) ต้องเป็นฝ่ายพิสูจน์ให้ได้ว่า การบาดเจ็บหรือเสียหายดังกล่าวเกิดจากหรือเป็นผลมาจากความบกพร่องในตัวผลิตภัณฑ์ของผู้เอาประกันภัย (Burden of proof falls on the injred party.)
ข้อยกเว้น (Exclusions) ข้อยกเว้นที่สำคัญของ Product Liability Insurance ได้แก่ 1. ความสูญเสียหรือเสียหายที่เกิดแก่ตัวผลิตภัณฑ์ (Physical Damage to The Product) ข้อยกเว้นข้อนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันมิให้ผู้รับประกันภัยต้องมาชดใช้ค่าเสียหายในการซ่อมแซมหรือจัดหามาทดแทนซึ่งผลิตภัณฑ์ อันเนื่องมาจากการออกแบบหรือการผลิต หรือการทำงานที่ผิดพลาดของผู้เอาประกันภัยเอง
2. ค่าใช้จ่ายในการเรียกผลิตภัณฑ์นั้นคืน (Recall expenses) หลายครั้งที่ปรากฎในภายหลังว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้จำหน่ายออกไปแล้วนั้นมีข้อบกพร่องอันอาจก่อให้เกิดอันตรายแก่ผู้ใช้ ผู้ผลิตมักเรียกผลิตภัณฑ์เหล่านั้นคืนเพื่อแก้ไขหรือซ่อมแซมข้อบกพร่องดังกล่าว โดยการเรียกคืนนั้นอาจกระทำโดยความสมัครใจของผู้ผลิตเอง หรือโดยคำสั่งของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง ซึ่งค่าใช้จ่ายในการเรียกคืนผลิตภัณฑ์อาจสูงมาก เนื่องจาก Product Liability Insurance ไม่ได้มีความตั้งใจจะให้ความคุ้มครองค่าใช้จ่ายชนิดนี้ จึงได้ระบุยกเว้นไว้ชัดเจนในกรมธรรม์
3. การรับประกันคุณภาพหรือสัญญาณที่ผู้เอาประกันภัยได้ให้ไว้กับผู้บริโภค รวมถึงการที่ผลิตภัณฑ์ไม่สามารถใช้งานได้ถึงระดับหรือในแบบที่ผู้เอาประกันภัยอ้าง
4. ความเสียหายที่เกิดจากความบกพร่องของผลิตภัณฑ์ที่ผู้เอาประกันภัยทราบอยู่ก่อนจะมีการเอาประกันภัยขึ้น ข้อยกเว้นนี้มีขึ้นเพื่อป้องกันการทุจริตของผู้เอาประกันภัย เพราะหากผู้เอาประกันภัยทราบอยู่ก่อนแล้วว่าผลิตภัณฑ์ที่จะเอาประกันภัยมีข้อบกพร่องที่อาจก่อให้เกิดการบาดเจ็บหรือเสียหายแก่ผู้บริโภคจึงตัดสินใจทำประกันภัย การบาดเจ็บหรือเสียหายที่เกิดขึ้นก็ไม่ถือเป็นอุบัติเหตุ ไม่สามารถให้ความคุ้มครองได้
จำนวนเงินจำกัดความรับผิด (Limit of Insurance)
จำนวนเงินจำกัดความรับผิดของ Product Liability Insurance มี 2 จำนวนคือ (1) จำนวนเงินจำกัดความรับผิดต่อครั้ง (Per Occurrence Limit) และ (2) จำนวนเงินจำกัดความรับผิดต่อหนึ่งช่วงระยะเวลาเอาประกันภัย (Aggregate Limit) ซึ่งจะลดลงเท่ากับค่าสินไหมทดแทนที่ได้จ่ายไปแล้วในช่วงระยะเวลาเอาประกันภัยนั้น
สาเหตุที่ต้องมี Aggregate Limit ก็เนื่องจากผลิตภัณฑ์ชนิดหนึ่ง อาจมีความบกพร่องเดียวกันในผลิตภัณฑ์หลายชิ้น ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ใช้หลายรายสำหรับความบกพร่องเดียวกัน ดังนั้นผู้รับประกันภัยจึงต้องจำกัดจำนวนความรับผิดรวมต่อหนึ่งช่วงระยะเวลาเอาประกันภัยไว้
การวิเคราะห์ความเสี่ยงภัย (Exposure Analysis) การวิเคราะห์ความเสี่ยงภัยในด้านความรับผิดจากผลิตภัณฑ์พิจารณาจาก 4 ด้านสำคัญ ดังนี้ 1) ตัวผลิตภัณฑ์ (Product) คือ วิเคราะห์ว่า ผลิตภัณฑ์นั้นมีรูปร่าง หน้าตา และลักษณะเป็นอย่างไร 2) การใช้งานของผู้บริโภค (End Use) คือ วิเคราะห์ว่า ผลิตภัณฑ์นั้นมีวัตถุประสงค์ในการใช้อย่างไร มีคุณสมบัติอะไรบ้าง นอกจากใช้ตามวัตถุประสงค์ของผู้ผลิตแล้วยังใช้ทำอย่างอื่นได้อีกหรือไม่ และมีโอกาสที่จะถูกนำไปใช้ในทางที่ไม่ตรงวัตถุประสงค์มากน้องแค่ไหน ฉลาด คำเตือน วิธีใช้ หรือคู่มือการใช้เป็นอย่างไร ชัดเจนหรือไม่ ถูกต้องตามกฎหมายกำหนดหรือไม่ เป็นต้น 3) การควบคุมคุณภาพและการผลิต (Controls) คือ วิเคราะห์ขั้นตอนและกระบวนการควบคุมคุณภาพ การทดสอบผลิตภัณฑ์ก่อนการนำไปใช้หรือจำหน่ายและการเก็บข้อมูลการทดสอบของผู้ผลิต 4) ประสบการณ์หรือสถิติความเสียหายในอดีต (Experience) คือ วิเคราะห์จำนวนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนในอดีต จำนวนการตรวจพบข้อผิดพลาดหรือข้อบกพร่องของผลิตภัณฑ์ และประสบการณ์ของผู้ผลิตในตัวสินค้านั้น
ประโยชน์ของ Product Liability Insurance ประโยชน์ทางตรงได้แก่ การที่ผู้บริโภคได้รับการคุ้มครองและการชดใช้ที่สมควร เมื่อได้รับบาดเจ็บหรือประสบความเสียหายอันเนื่องมาจากการใช้ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งเป็นเรื่องใกล้ตัวมากและเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเราทุกคน
ประโยชน์ทางอ้อมได้แก่ การที่ผู้ผลิตต้องเพิ่มความใส่ใจและระมัดระวังในทุกขั้นตอนการผลิตสินค้ามากยิ่งขึ้น เริ่มตั้งแต่การออกแบบ วัสดุที่จะนำมาใช้ กระบวนการควบคุมคุณภาพ และการทดสอบสินค้าก่อนนำออกจำหน่าย อันจะส่งผลให้ผู้บริโภคได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีมาตรฐานและคุณภาพดีขึ้น
ในส่วนของการแข่งขั้นการค้าระหว่างประเทศ การประกันภัยความรับผิดจากผลิตภัณฑ์จะช่วยให้ผู้บริโภคต่างประเทศมีความมั่นใจในการใช้สินค้าไทยมากขึ้น ลดโอกาสที่จะถูกกีดกันทางการค้าลง ซึ่งส่งผลให้ผู้ผลิตไทยสามารถแข่งขันกับต่างประเทศได้ดีขึ้นด้วย |
| |